ผจญภัยกับภาษาอังกฤษ ตอนที่ 1

ขณะนั่งรอรถไฟสายเหนือกลับบ้านก็ได้เห็นชีวิตของคนหลากหลาย ทำให้ได้รับแรงบันดาลใจ แรงกระตุ้นในการเดินทางและความคิดต่าง ๆ อีกมากหลาย การได้เห็นอะไรที่ต่างไปจากสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราอย่างแท้จริง ครั้นพอใกล้เวลารถไฟออก ก็ขึ้นมาบนตู้โดยสารเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง ซึ่งผู้โดยสารในตู้นี้ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ หลังจากจัดแจงที่นั่งเรียบร้อย รถไฟก็เริ่มออกจากสถานี พอออกมาได้ไม่นาน ความง่วงก็เริ่มมาเยือน จากนั้นก็ไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวอีกเลย จนกระทั่งสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว หันมองดูนาฬิกาก็ราวทุ่มครึ่ง รถไฟวิ่งช้าลงเรื่อย ๆ ทุกคนในตู้โดยสารเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งเราด้วย และด้วยความสงสัยก็เลยชะโงกหัวออกไปนอกหน้าต่างเพื่อบรรเทาความสงสัย แต่สิ่งที่เห็นคือความมืด เพราะอยู่ท่ามกลางป่าเขา แต่ก็พอจะคาดเดาเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ เนื่องจากฝนตกหนัก บวกกับทางชันขึ้นดอยขุนตาลทำให้เกิดอุปสรรคสำหรับรถไฟที่จะผ่านตรงจุดนี้ไปได้ ต้องค่อย ๆ ขึ้นไปทีละนิด พอขึ้นไปได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น รถไฟขึ้นไม่ไหว ขึ้นไป 1 เมตร ไถลลง 2 เมตร เป็นแบบนี้เกือบชั่วโมง บางครั้งล้อหมุนกับรางจนเกิดประกายไฟเหมือนช่างที่กำลังเชื่อมโลหะ

ด้วยเหตุที่รถไฟต้องถอยหลังลงไปตั้งหลักใหม่ทำให้ผู้โดยสารทุกคนสีหน้าเปลี่ยนเป็นความกังวลบวกกับความอยากรู้โดยทันที มีการพูดคุยกระซิบกระซาบไปมาระหว่างผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็กำลังวุ่นในการพยายามแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ จนท้ายสุดมีหัวหน้าพนักงานรถไฟเดินเข้ามาถามว่า “ใครพูดภาษาอังกฤษได้ช่วยแปลให้หน่อยครับ ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะในตู้รถไฟนี้มีชาวต่างชาติหลายคน” ซึ่งข้อความที่เจ้าหน้าที่ขอความช่วยเหลือให้แปลมีว่า

“ขอประกาศ รถไฟขบวนนี้ไม่สามารถข้ามผ่านภูเขาลูกนี้ไปได้ เนื่องจากฝนตกหนักทำให้รางลื่น ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขอความช่วยเหลือจากศูนย์ลำปางที่จะต้องใช้เวลา 40 นาที จากนั้นจะต้องใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง เพื่อไปถึงเชียงใหม่ ดังนั้นรถไฟขบวนนี้จะไปถึงเชียงใหม่ราว 5 ทุ่ม และเนื่องจากทีนี่เป็นป่า ไม่มีร้านอาหาร ไม่ที่ขายของ และทางเราก็ไม่มีอาหารสำรอง จึงขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกท่านอย่าออกจากตู้โดยสาร หากมีความจำเป็นหรือต้องการความช่วยเหลือโปรดแจ้งเจ้าหน้าที่”

พอเจ้าหน้าที่พูดเสร็จ ถามคนไทยที่อยู่ในตู้โดยสารว่าพอจะมีใครแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม….เงียบกริบทั้งตู้โดยสาร มีทั้งนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน คนสูงอายุ แต่ไม่มีใครแปลข้อความดังกล่าวเลย จะว่าไปเมื่อดูจากข้อความที่ทางเจ้าหน้าที่ขอร้องให้ช่วยแปลแล้ว ก็คงไม่แปลกใจที่ทั้งตู้โดยสารจะเงียบกริบ แต่มีชาวต่างชาติคนหนึ่งที่นั่งชิดริมขอบหน้าต่างพอสามารถพูดไทยได้ ก็เลยได้รับการร้องขอให้แปล แกก็เลยพูดไทยได้อย่างชัดเจนว่า “ผมแปลไม่ได้ครับ”

ในใจก็คิดว่าภาษาอังกฤษ “ง่อย ๆ” ของเราถ้าพูดไปใครเขาจะเข้าใจ หลายครั้งที่คุยกับตัวเองก็ยังไม่เข้าใจเลย ขณะเดียวกันก็พยายามเรียบเรียงคำพูดและประโยคไว้ในใจ นึกถึง tenses, vocabulary, sentence structures ที่ครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่านได้พร่ำสอนมา แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล วิชาการมันตีกันในหัวยับเลย จนจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็เลยเลิกคิดแล้วรวบรวมความกล้า พร้อมกับคิดว่านาทีนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานึกถึงหลักไวยากรณ์ นาทีนี้คือของจริง คือนาทีที่ต้องงัดความรู้ทั้งหมดที่มีมาใช้ ผิดบ้างถูกบ้างแต่ก็ต้องพยายามสื่อสารให้ได้ คิดว่าทำหน้าที่เจ้าบ้านก็แล้วกัน พูดไปแล้วก็จบไป ถ้ามีคนเข้าใจก็คงดี แต่ถ้าไม่มีใครเข้าใจก็คงไม่ใช่ความผิดเรา เพราะพวกเขาคงไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเอง ทั้ง ๆ ที่เราก็พูดภาษาอังกฤษแล้ว และคงไม่มีใครมาจับผิดเราว่าพูดผิดไวยากรณ์ ออกเสียงไม่ถูกต้อง หรือสำเนียงไม่ดี พอคิดได้แบบนี้ก็ค่อยอุ่นใจขึ้นมาบ้าง

จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “Attention please…

( อ่านตอนต่อไป )

Updated: 30 กันยายน 2019

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

8 + 14 =

Copyright © 2013-2019 betterenglishforthai.net