ผจญภัยกับภาษาอังกฤษ ตอนที่ 2

( ต่อจากตอนที่แล้ว )

เหตุผลที่เลือกใช้คำว่า Attention please เพราะจำมาจากในหนัง คือเวลาคนพูดต้องการจะประกาศอะไรบางอย่างเพื่อให้คนฟังเพ่งความสนใจมาที่คนพูด เขาก็จะเริ่มต้นด้วยคำนี้และอาจตามด้วย I have an announcement to make. และก็ยังมีคำอื่นที่สามารถใช้ได้ เช่น Okay everybody – listen up! I have an announcement to make. หรืออาจพูดแค่ Excuse me ก็ได้ แต่คำว่า Listen to me กับ Hear me out ฟังดูแล้วไม่เหมาะกับสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตาม ณ สถานการณ์นั้นคำเดียวที่นึกออกและเด้งเข้ามาในหัวก็คือ Attention please หลังจากพูดจบ ทุกคนในตู้โดยสารเงียบ มีแต่เสียงสายฝนที่ซัดลงมาอย่างหนักและเสียงล้อรถไฟที่สัมผัสกับราง ทุกสายตาที่พุ่งตรงมายังเราบ่งบอกว่ากำลังตั้งใจฟังว่าเราจะพูดอะไร ในใจก็คิดว่าคิดถูกหรือเปล่าหนอที่กล้าทำอะไรแบบนี้ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ได้ เดี๋ยวคงมีคนทำหน้าที่แปลหรืออาจจะไม่มีใครเลย แต่ไหน ๆ ก็ลุกขึ้นมาแล้วและคนในตู้โดยสารก็จ้องมองเราด้วยความสนใจและความสงสัยขนาดนี้ ถ้าเราพูดออกไปแค่ว่า Sorry แล้วก็นั่งลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงจะมีคนคิดว่าเราไม่ปกติแน่ ๆ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย เราก็จะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน ก็เลยไม่รีรอ แต่ทว่าข้อความที่เจ้าหน้าทีขอให้แปลคืออะไร เรากลับลืมเสียอย่างนั้นเพราะยาวเกินไป เอาเป็นว่าแปลเท่าที่จำได้และพอจะพูดให้คนเข้าใจได้บ้างก็แล้วกัน

“Attention please. We are … errrrr (แล้วจะพูดอะไรต่อ ประธานควรจะใช้ we หรือว่า the train ดี คิดว่าใช้ the train ดีกว่าเพราะ we ไม่ได้เจอปัญหาแต่รถไฟต่างหาก ก็เลยขอรีรันอีกรอบ) Sorry, attention please, the train … (ปัญหาเกิดขึ้นอีกแล้ว เราควรใช้ tense อะไรดีหนอ เท่าที่จำได้จากหนังสือและจากที่ครูสอนบอกว่าถ้าใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันให้ใช้ present continuous tense ก็เลยได้ประโยคว่า) the train is having a problem. (ผ่านมาได้ 1 ประโยคแล้ว แต่ยังมีอีกหลายประโยครออยู่) the train is having a problem because of heavy rain. (ตรงนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าถูกต้องแน่ เพราะ because of ต้องตามด้วยคำนามหรือกริยาเติม -ing) The train cannot go over the mountain. (แน่นอนประโยคนี้ฟังแล้วดูแปลก ๆ แต่นึกออกได้เท่านี้ โดยตั้งใจจะพูดว่ารถไฟไม่สามารถข้ามภูเขาลูกนี้ไปได้ ในใจก็คิด เอาน่าอย่างน้อยคนฟังก็ช่วยฟังให้เข้าใจหน่อยก็แล้วกัน คนพูดก็พยายามเต็มที่แล้ว) Now the staff are asking help from Lampang station (เริ่มมาแล้ว ไม่ใช่ความถูกต้องและความมั่นใจนะ แต่เป็นความมั่วของเราเองนี่เลย ตั้งใจจะพูดว่าขณะนี้ทางพนักงานได้ขอความช่วยเหลือไปทางสถานีปลายทางที่ลำปางแล้ว แต่ก็ได้ประโยคอย่างข้างต้น) It will take about 40 minutes. (ประโยคนี้มั่นใจที่สุดแล้ว ถ้าไม่นับ Attention please) And it will take about another 2 hours to arrive in Chiangmai. So the train will arrive at the Chiangmai station around 11 p.m. (ประโยคนี้พอไปได้ เราพยายามพูดช้า ๆ ชัด ๆ ไม่ใช่ห่วงว่าคนฟังจะไม่เข้าใจหรอก แต่เพราะถ้าพูดเร็ว ลิ้นจะพันกันแล้วจะพูดไม่รู้เรื่อง พอพูดไม่รู้เรื่องสติก็จะเตลิด พอถึงตอนนี้สังเกตชาวต่างชาติบางคนก็ผงกหัวงึก ๆ เป็นการส่งสัญญานว่าเข้าใจในสิ่งที่เราพูดไปหรืออาจผงกหัวเพื่อเป็นมารยาทเท่านั้น แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นการตอบสนองในสิ่งที่เราได้สื่อสารออกไป)

We have no … (ไม่น่าจะถูกต้อง คำว่า “ไม่มี” ที่ใช้ขึ้นต้นประโยค ควรใช้คำไหนดี คิดไม่ออก ใช้แบบนี้เลยแล้วกัน)  no stores or restaurants around here and this place has no human beings. (พอพูดประโยคนี้จบ แทบอยากจะมุดดินหนีไป โดยเฉพาะประโยคหลัง พูดมาได้ไงว่าสถานที่นี้ไม่มีคน แล้วที่นั่งอยู่บนรถไฟคันนี้ไม่ใช้คนหรือยังไง และที่กำลังยืนพูดอยู่ไม่ใช่คนแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหน แต่มาถึงขึ้นนี้แล้วก็ต้องไปต่อให้จบ เหลืออีกนิดเดียว) We don’t have food. So please stay in your seat. if you want help, contact the staff. (จบแล้ว จบเสียที ไม่ใช่จบสิ่งที่ต้องการจะพูด แต่ชีวิตนี่แหล่ะที่จะจบ ไม่รู้จะดีใจหรือจะตลกตัวเองก่อนดี)

จากนั้นก็มีเสียง Thank you ลอยมาจากที่ไหนสักแห่งและอีกหลาย ๆ Thank you ก็ตามมา พอได้ยินก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันคือการตัดสินใจถูก ทำให้ใจเราเบิกโพลงด้วยความยินดี มันเหมือนได้เปิดประตูออกไปสู่อีกที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ที่เราไม่คิดแม้จะเข้าไปใกล้เลยก่อนหน้านี้ ข้อความที่เราได้สื่อสารไปเป็นเสมือนกับ ice breaking conversation เพราะหลังจากนั้น สักพักก็ได้คุยสัพเพเหระกับชาวต่างชาติในตู้โดยสาร ถือว่าเป็นการพูดภาษาอังกฤษที่ยาวนานมากที่สุดในชีวิตคือราว 2 ทุ่มจนถึงเกือบ 5 ทุ่ม เรื่องที่คุยกันก็ทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และเจ้าของบ้าน สิ่งที่เข้าใจก็มี ไม่เข้าใจก็เยอะ แต่ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ดีมาก ในสถานการณ์จริงเช่นนี้ทำให้รู้ว่าความสามารถของเรามีประมาณไหน เป็นการประเมินความสามารถของเราได้อย่างดีเลยทีเดียว พอรถไฟเข้าจอดสถานีปลายทางเชียงใหม่ ก็ได้ร่ำลาแยกย้ายกันไป

พอกลับถึงบ้านก็ได้นอนพักเต็มอิ่ม ตื่นเช้าลืมตาขึ้นมารู้สึกว่าทำไมรู้สึกปวดตรงแขนทั้งสองข้าง พยายามตรวจดูอย่างละเอียดก็ไม่พบรอยฟกช้ำแต่อย่างใด หลับตาไล่เลียงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาเพื่อหาสาเหตุ อ้อ ได้คำตอบแล้ว เพราะเมื่อคืนพูดภาษาอังกฤษนานหลายชั่วโมงไปหน่อย พอตื่นขึ้นมาก็เลยปวดแขนเลย เมื่อก่อนเคยได้ยินคนเขาพูดกันว่า “พูดภาษาอังกฤษจนปวดแขน” ฟังแล้วก็รู้สึกเฉย ๆ จนตอนนี้เข้าใจแล้ว เมื่อได้ประสบเข้ากับตัวเอง บางทีอาจเป็นเรื่องปกติของคนที่เริ่มฝึกพูดภาษาอังกฤษก็เป็นได้ที่จำเป็นต้องใช้ทักษะภาษามือพอ ๆ กับทักษะการพูด

ป.ล. ข้อความดังกล่าวที่เราพูดบนรถไฟมีข้อผิดพลาดเยอะพอควร ก็เลยขอผู้มีความรู้ช่วยขัดเกลาภาษาให้ ก็เลยขอนำมาแบ่งปันกันอ่าน เผื่อใครที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน

“Attention please. The heavy rain combined with the steep grade has made it too slippery for the train to cross the mountain range. The train crew is requesting assistance from the Lampang terminal in the form of additional locomotives. This will take approximately 40 minutes. It will then take another 2 hours to reach ChiangMai. We will be arriving there around 11 p.m. We are in a remote area with no people or anything around, no shops, no restaurants. Also the dining car has run out of supplies. So, please remain in your assigned coach. Should you need help, please contact any of the crew members.”

ผู้รู้บอกว่าคำว่า  Attention please ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์นี้  Listen up ใช้กับเพื่อน ๆ ไม่เป็นทางการ ไม่เหมาะสม  และคำว่า human beings นั้นเหมือนไทยว่า “มนุษย์” มันฟังตลกมากในสถานการณ์นี้ ใช้คำง่าย ๆ ว่า people ดีกว่า  ส่วนคำว่า staff นั้นใช้แทนคำว่า train crew ได้ไม่แปลก

คำศัพท์อื่นที่น่าสนใจ

  • steep grade : ทางชัน
  • locomotive : หัวจักรรถไฟ (เพราะฝนตกหนักทำให้หัวจักรไม่มีแรงพอ จึงต้องขอหัวจักรเพิ่ม)
  • dining car : คือรถเสบียง เป็นตู้รถไฟที่ใช้เก็บอาหารและจำหน่ายแก่ผู้โดยสารรถไฟ
  • run out of : หมด, ไม่มี
  • train crew : พนักงานรถไฟ (แต่ตอนนั้นคำที่เด้งเข้ามาในหัวทันทีคือ staff)
  • coach : ตู้โดยสารในขบวนรถไฟ (ตอนเด็กเคยได้ยินคนพูดกันว่าตู้โบกี้ “bogie” ซึ่งหมายถึงตู้ผู้โดยสาร แต่จริง ๆ แล้วคำว่า bogie หมายถึงตรงที่เป็นล้อซึ่งสัมผัสกับราง ส่วนที่เป็นตู้โดยสารจะเรียกว่า coach หรือจะเรียกว่า car (of a train) ก็ได้เช่นกัน
Updated: 30 กันยายน 2019

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

three × four =

Copyright © 2013-2019 betterenglishforthai.net