ไวยกรณ์

Other, Others, Another, The other, Each other, One another

เอาละครับ มาดูรวมมิตรทบทวนเกี่ยวกับ other กันหน่อย

  • He does not like other people. เขาไม่ชอบคนอื่น ๆ ในที่นี้ other ใช้ตามด้วยนามพหูพจน์
  • He does not like others. ในที่นี้ others ใช้เป็นตัวแทน (pronoun) ว่า คนอื่น ๆ หรือ อันอื่น ๆ ในกรณีที่รู้กันว่าพูดถึงอะไร
  • He wants another pencil.

กริยา นาม และ คุณศัพท์

คำหลายคำมีหลายรูปครับ แล้วก็ใช้ได้หลายแบบ เช่น

  • เราแตกต่างกัน
    * We differ. กริยา
    * We have a difference. หรือ We have differences.นาม
    * We are different. คุณศัพท์
  • เธอกลัวแมงมุม
    * She fears spiders.

Sympathy, Sympathize, Sympathetic

คุณ M. ถามมาหลายข้อน่าสนใจ ขอเอาข้อแรกมาขยายความหน่อยว่า สามคำข้างต้นใช้ต่างกันอย่างไร

ประเด็นแรกต้องเข้าใจว่า sympathy คือ คำนาม sympathize คือ คำกริยา และ sympathetic เป็นคุณศัพท์ เวลาใช้ก็ต้องให้ถูกที่ทางมัน

ประเด็นที่สอง ศัพท์อังกฤษแต่ละตัวอาจมีวิธีใช้แตกต่างกัน เช่น แม้รู้ว่าเป็นคำกริยา ก็ยังไม่พอ ยังต้องรู้ต่อว่า ใช้กับกรรม หรือไม่ใช้ ใช้กับบุพบทตัวไหนได้ เช่น sympathize ในที่นี้ ก็นิยมใช้เป็น sympathize with someone ไม่ใช้ sympathize someone

ประการที่สาม รู้รูปแบบการใช้ก็ยังไม่พอ ยังต้องรู้ความหมาย และกาละเทศะอีก บางทีก็มีความหมายได้หลายแบบ

ทำยังไง ยากจัง ก็ต้องเรียน ต้องฟัง ต้องอ่าน ไปเรื่อย ๆ จนซึมซามครับ คำไหนไม่คุ้นเคย ผมก็ไม่กล้าใช้ ด้วยเหตุฉะนี้ พจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ที่แปลกันสั้น ๆ ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีคำอธิบาย จึงไม่ให้ประโยนช์เท่าที่ควร

ย้อนกลับมาในตัวอย่างนี้ sympathize แปลว่า สงสาร หรือ เห็นอกเห็นใจ เช่น

  • I sympathize with you.

What dreams may come

เมื่อสัก 15 ปีก่อนมีหนังฮอลีวูดเรื่อง What dreams may come มีคนถามผมว่าแปลว่าอะไร ในที่นี้มีประโยคสองประโยคซ้อนกันอยู่ What dreams คือ ประโยคย่อยทำหน้าที่ประธาน ในที่นี้ dream ใช้เป็นคำกริยา ส่วน may come  ก็ย่อมาจาก may come true  แปลรวมกันก็คือ อะไรที่ฝันไว้อาจเป็นจริงขึ้นมาได้

เห็นไหมครับว่าคำแค่สี่คำก็เป็นประโยคที่ซับซ้อนได้  จะเอาสั้นกว่านั้นก็มี เช่น  What happened mattered.  

Will open vs Will be open

มีคนถามมาน่าสนใจ ผมขอดัดแปลงคำถามมาถามต่อให้ยากขึ้นหน่อย คือ เปิดร้าน ภาษาอังกฤษ แบบไหนถูกครับ ทำไม

  1. The store will be open on Friday.
  2. The store will open on Friday.
  3. The store will be opened on Friday.

เรียนไวยกรณ์อย่างไรดี

แฟนเพจคนหนึ่งถามมาว่า

เราควรทำความเข้าใจ เรื่องหลักไวยกรณ์ ไปพร้อมกับทักษะ การพูด อ่าน เขียน
หรือ ควร นั่งทำข้อสอบเพื่อทำให้ การเรียนและการใช้ภาษาอังกฤษ ดีขึ้น

จากการทำเพจนี้มา ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นถึงปัญหาการเรียนภาษาของเรา ผมเริ่มเห็นชัดว่า เรื่องไวยกรณ์ก็ดี เรื่องคำศัพท์ สำนวนก็ดี เป็นปัญหาที่คล้าย ๆ กับทักษะการออกเสียง ยกตัวอย่างเรื่องไวยกรณ์

  1. มีไวยกรณ์ในภาษาอังกฤษจำนวนมากที่ภาษาไทยเราไม่มี  ก็เหมือนเสียงบางเสียงในภาษาอังกฤษที่ภาษาไทยไม่มี
  2. ถ้าได้รับการปลูกฝังมาแต่เด็ก เด็ก ๆ สามารถสร้างทักษะ หรือสัมผัสกับไวยกรณ์ได้ เขาเข้าใจได้ ใช้ได้ โดยอัตโนมัติเลย แต่ผู้ใหญ่อย่างเรานั้น ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เองโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น ผมคิดว่าวิธีแก้ไขก็ คือ  การศึกษาให้เข้าใจไวยกรณ์อังกฤษ จากนั้นก็ไปสังเกตจากการฟัง การอ่าน ให้เกิดทักษะที่มั่นคงขึ้น คนที่ไม่เข้าใจ หรือสับสนในเรื่องไวยกรณ์พื้นฐาน ก็จะเอาไปใช้จับต้นชนปลายไม่ถูก พอเริ่มใช้ภาษาอังกฤษมาก ๆ เข้า ก็มักจะอ่านออก เข้าใจในความหมาย แต่พอมาให้เขียนเอง ก็เขียนไม่ค่อยได้ หรือใช้ไวยกรณ์แบบสับสน ผิด ๆ ถูก ๆ  นี่ก็คล้ายกับเรื่องของการฟังการออกเสียงเลย

ทีแรกผมก็คิดว่า เรื่องไวยกรณ์มีแหล่งข้อมูลอยู่ทั่วไป หนังสือก็มีมาก และโรงเรียนส่วนใหญ่ก็เน้นสอน เน้นสอบเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับคนไทย  แต่หลังจากได้สังเกตมากขึ้น ก็รู้สึกว่า คงคิดผิด รู้สึกว่าความเข้าใจไวยกรณ์ของเด็กที่จบมัธยมเรานั้น เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะอะไร ใครอยากแสดงความคิดเห็นก็เชิญนะครับ ผมก็อยากฟังว่า คุณว่าจริงไหม และทำไม

ย้อนกลับไปตอบคำถามข้างต้น ผมว่าการทำข้อสอบ เรียกว่าแบบฝึกหัดละกัน ถ้าทำให้เกิดทักษะในการใช้ก็ดี ถ้าแค่ติวไปสอบ ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย  แต่วิธีที่ถูก คิดว่า การฝึกให้เข้าใจกฎไวยกรณ์ก่อน เสร็จแล้วก็ไปใช้ฟัง ใช้อ่าน เราอยากฝึกไวยกรณ์ ก็หัดสังเกตไวยกรณ์ดู ก็จะเห็นว่าเวลาเขาใช้จริง ๆ ใช้อย่างไร

Copyright © 2013-2017 betterenglishforthai.net